Get Adobe Flash player
logokinnaree21 service web3service web2service web1  
 
   รับออกแบบเว็บไซต์ทั่วไป
   เว็บไซต์หน่วยงานราชการ
   ร้านค้าออนไลน์
    ธุรกิจ , E-commerce
   รับงานนำเสนอด้วย ppt
   งานนำเสนอ produce
   ทำ E-book
   ตัดต่อวีดีโอ
   สร้างสไลด์โชว์จากรูปภาพ
   สร้างสื่อการเรียนการสอน
   งานกราฟิก
   รับซ่อมบำรุงซ่อมคอมพิวเตอร์
   แก้ไขปัญหา Software
   ลง Windows
   แก้ไขปัญหาติดไวรัส
   ลงโปรแกรม
   จำหน่ายอุปกรณ์ไอที

การออกแบบกราฟิก

  กระบวนการออกแบบกราฟิก

     ปัจจุบันกราฟิกมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการนำเสนอข้อมูลและข่าวสาร เนื่องจากเราได้เข้ามาสู่ยุคของการสื่อสารข้อมูลแบบไร้พรมแดนแล้ว โดยมีการสื่อสารระหว่างกลุ่มเป้าหมายที่มีความแตกต่างกันทางด้านเชื้อชาติและภาษา แต่การติดต่อสื่อสารก็ไม่มีอุปสรรคแต่อย่างใดเพราะเรามาภาษาสากลนั้นก็คือ กราฟิก นั่นเอง การออกแบบกราฟิกประกอบไปด้วย 2องค์ประกอบหลัก คือ ภาพ และ ตัวอักษร ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลที่ซับซ้อนให้มีความชัดเจนและง่ายต่อการทำความเข้าใจ ปัจจุบันภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่เราใช้กับอย่างแพร่หลาย และประชากรโลกส่วนใหญ่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ ส่วนภาพมีความเป็นสากลได้ตามระดับของการสื่อสารตั้งแต่ภาพสัญลักษณ์ จนภึงภาพสัญลักษณ์นามธรรมซึ่งหน้าที่ช่วยชี้นำหรือ  บ่งบอก ให้กลุ่มเป้าหมายสามารถรับรู้และเข้าใจในข้อมูลได้อย่างชัดเจนและรวดเร็ว   เนื่องจากองค์ประกอบที่สำคัญทั้งสองส่วนนี้จึงทำให้งานออกแบบกราฟิกจึงได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงกลุ่มประชากรที่มีแตกต่างกันให้ยังคงสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้อย่างไร้พรมแดนของภาษา

   ตัวอักษรเพื่อการสื่อความหมาย 1
  กระบวนการความคิดสร้างสรรค์   ตัวอักษรเพื่อการสื่อความหมาย 2
  อุปสรรคที่สกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์    ตัวอักษรเพื่อการสื่อความหมาย 3
  กระบวนการออกแบบกราฟิก    สีเพื่อการสื่อความหมาย
  การร่างภาพระดมความคิด    ความสำคัญของสี
  พัฒนางานออกแบบ    หลักการศึกษาความหมายของสี
  การจัดเตรียมต้นฉบับเพื่อการผลิต    กระบวนการออกแบบกราฟิก
  ภาพเพื่อการสื่อความหมาย   กระบวนการความคิดสร้างสรรค์
  ความหมายของภาพ 1    ศึกษาและรวบรวมข้อมูล
  ความหมายของภาพ 2    การร่างภาพระดมความคิด

 

graphic06 graphic07 graphic01 graphic02 graphic03 graphic04 graphic05

 

 

pdsheep1

emoji 1585197 960 720สาเหตุหลัก ข้อที่ อารมณ์เป็นพิษ

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gifความเครียด ความเร่งรีบ/เร่งรัด/เร่งร้อน ความกลัว ควมวิตกกังวล ความไม่โปร่ง ไม่โล่ง ไม่สบายใจ ความไม่พอใจ ความอาฆาต พยาบาท ความโลภ ความโกรธ ความหลง เอาแต่ใจตัวเอง เป็นต้น

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gif ทุกครั้งที่ผู้คนมีสภาพจิตดังกล่าว จะทำให้ต่อมหมวกไตหลั่งสารแอดดรินารีนออกมา กระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายผลิตพลังงานมากเกินความพอดี จนเผาทำลายเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย
อวัยวะส่วนใดของร่างกายที่อ่อนแอก็จะเสื่อมหรือแสดงอาการไม่สบายก่อน เช่น บางคนอาจมีอาการปวดศรีษะ บางคนปวดคอ บางคนปวดท้อง บางคนเจ็บหัวใจ บางคนอ่อนเพลียทั้งตัว เป็นต้น

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gifถ้ายังมีอารมณ์ดังกล่าวอยู่ ความเสื่อมก็จะรุกลามขยายผลและแสดงอาการ ไม่สบายไป

สาเหตุหลัก ข้อที่ อาหารเป็นพิษ

อาหารเป็นพิษและไม่สมดุล ซึ่งพิษจากอาหารประกอบด้วย สาเหตุหลัก ดังนี้

1. พิษจากอาหารที่มีสารพิษ
สารเคมีทั้งในพืชและัสัตว์ ทั้งจากขบวนการผลิตและการปรุงเป็นอาหาร สารพิษสารเคมี ดังกล่าวจะเผาทำร้ายเซลล์ เนื้อเยื่อของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ทำให้เกิดความเสื่อมและเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

2. พิษจากอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์มากเกิน
ในเนื้อสัตว์จะมีไขมัน กรดยูริค กรดแลคติก แอดดรินาลีนและสารอื่น ๆ ที่เป็นพิษต่อร่างกาย

3. พิษจากอาหารที่ปรุงรสจัดเกินไป
ซึ่งถ้าปรุงมากเกินความต้องการของร่างกาย เมื่อถูกย่อยก็จะเกิดพลังงานส่วนเกิน เผาทำร้ายเซลล์เม็ดเลือด จะเกิดการอุดตันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

4. พิษจากชนิดของอาหารที่ไม่สมดุล
จากโลกร้อนขึ้น และเมืองไทยเป็นเมืองร้อน จุดสมดุล ก็คือ จุดเย็นสบาย ซึ่งควรรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นเป็นส่วนใหญ่ที่ให้่ความร้อนหรือพลังงานไม่มากเกินไป

5. พิษจากของเสียและความร้อนจากขบวนการย่อย การสันดาปหรือการเผาผลาญอาหาร
การย่อยสันดาปเผาผลาญอาหารทุกครั้งจะเิกิดของเสียและความร้อนที่เป็นพิษกับร่างกายขึ้น เช่น เกิดคาร์บอนไดออกไซม์ เกิดแอมโมเนีย เกิดสารและพลังงานที่เป็นพิษอื่น ๆ ถ้าไม่รีบสลาย
หรือขับพิษออก พิษดังกล่าวก็จะทำลายเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย ทำให้ร่างกายเจ็บป่วย

6. พิษจากการไม่รู้เทคนิคในการรับประทานอาหารเพื่อสุขอย่างผาสุก
ไม่รู้วิธีปฏิบัติในการลดละ ล้างความอยากในจิตต่ออาหารที่เป็นพิษ อย่างถูกต้อง

สาเหตุหลัก ข้อที่ การไม่ออกกำลังกาย

หรือการออกกำลังกายที่เคลื่่อนไหวอริยบทไม่ถูกต้องสำหรับการบริหารกายและอริยบทที่ถูกต้องเป็นประโยชน์กับร่างกายนั้น จะต้องได้คุณสมบัติ อย่าง คือ ... 


     1. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูกและเส้นเอ็น
     2. ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
     3. การเข้าที่เข้าทางของกระดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ 

เพราะคุณลักษณะทั้ง ประการ จะทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดลม และพลังงานในร่างกายเป็นไปโดยปกติอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดสุขภาพที่ดี  แต่ปัจจุบันการออกกำลังกายและอริยาบทของคนส่วนใหญ่โดยทั่วไป เช่น เดิน วิ่ง กระโดดเชือก ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ้ เต้นแอโรบิก หรือเล่นกีฬาต่าง ๆ มักทำแต่เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหารให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นยืดหยุ่นเข้าที่เข้าทาง จึงมักจะได้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พร้อมกับผลข้างเคียงของการออกกำลังกายคือ ความแข็งตึงเกร็งค้างของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น การเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งปกติทางของกระูดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ทำให้การไหลเวียนของเลือดลมและพลังงานในร่างกายติดขัด ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดตึง มึนชา พลังชีวิตตก เร่งความเสื่อมในร่างกายและเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

สาเหตุหลัก ข้อที่ 4 พิษจากการสัมผัสเครื่องยนต์/เครื่องไฟฟ้า/เครื่องอิเลคทรกนิคมากเกิินไป

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gif การเดินทางด้วยรถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้มือถือ ใช้เครื่องเสียงต่าง ๆ อย่างไม่รู้ความสมดุล และไม่รู้วิธีถอนพิษ เพราะอุปกรณ์ดังกล่าว มีพลังงานความสั่นสะเทือน
มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ถ้าเข้าไปในร่างกายมากเกินไป จะชนกระแทกทำร้ายเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย ทำให้เร่งความเสื่อมของร่างกาย และก่อโรคภัยไข้เจ็บได้

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gif ตัวอย่างส่วนหนึ่งของการป้องกันแก้ไขปัญหา เช่น ขณะที่โดยสารยานยนต์ เมื่อเครื่องยนต์เขย่า แต่ละเซลล์ของร่างกายก็จะถูกเขย่าเสียดสีกระทบกระแทกัน เกิดความร้่อนขึ้น ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย หรือมีอาการไม่สบายต่าง ๆ วิธีแก้ขณะโดยสารยานยนต์ คือ ถ้าง่วงก็ให้นอนหลับ เมื่อตื่นแล้วรู้สึกไม่สบายก็ควรดื่มน้ำ เท่าทีู่รู้สึกสบายเพื่อดับพิษร้อน

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gif ในกรณีที่สามารถจอดรถแวะเข้าห้องน้ำหรือในยานยนต์มีห้องน้าำ ถ้าปวดปัสสาวะก็ควรจะเข้าห้องน้ำเพื่อระบายพิษร้อนออก พร้อมกับยืดเส้นยืดสายให้ร่างกายสบาย

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gif กรณีที่ไม่สามารถจอดแวะหรือในยานยนต์ไม่มีห้องน้ำ ให้จิบน้ำทีละน้อย โดยอมน้ำไว้ในปากนาน ๆ แล้วค่อยกลืน จะทำให้เราไม่ปัสสาวะบ่อย ขณะเดินทางอาจถอนพิษด้วยการพอก ทา หยอดดมสมุนไพร ขูดพิษ กดจุด นวดตัว ดัดตัวตาม ความพอเหมาะ

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gif ทุกครั้งที่เริ่มรู้สึกไม่สบายจากการใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ เช่น อ่อนเพลีย แสบตา เป็นต้น ให้พักการใช้คอมพิวเตอร์พรากห่างจากเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วถอนพิษร้อนด้วยวิธีการต่าง ๆ

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gif การใช้โทรศัพท์มือถือ ใช้สายหูฟังพิษจะน้อย หรือใช้ลำโพง คลื่อนก็จะไม่ทำร้ายเรามาก

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gif ยังมีต้นเหตุของความเจ็บป่วยอย่างอื่น ๆ ตามมาอีก จากสาเหตุดังกล่าว เป็นปัจจัยที่มีผลมากที่สุด ที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยทุกโรคทุกอาการ เช่น ไข้ขึ้น ปวดหัว ตัวร้อน หน้ามืด วิงเวียน มึนชา อ่อนล้า อ่อนแรง โรคกระเพาะอาหารลำไส้อักเสบ ภูิมิต้านทานลด ปวดตามข้อ ปวดกระดูก ปวดตามเนื้อตัว ปวดมดลูก มดลูกโต ตกขาว ตกเลือด ไทรอยด์เป็นพิษ ริดสีดวงทวาร โรคมะเร็ง เนื้องอก โรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง ไขมันสูง ภูมิแพ้(หวัด ไซนัส หอบหืด ผื่นคัน)
เก๊าท์ รูมาตอยด์ เป็นต้น

พฤติกรรมที่ทำให้เกิดภาวะร้อนเกิน (สาเหตุทำให้เกิดโรค)

  1.  เครียด
  2.  อดหลับอดนอน
  3.  อดอาหาร 
  4.  เร่งร้อน เร่งรีบ 
  5.  มักจะทำงานเกินกำลังบ่อยๆ 
  6.  มักทำงานให้เสร็จก่อนถึงจะยอมดื่มน้ำ 
  7.  มักกลั้นปัสสาวะ อุจจาระ 
  8.  มักทำงานที่ต้องงอมือ 
  9.  นั่งรถเดินทางบ่อยๆ 
10.  มักกำมือแน่นตลอด 
11.  มักมีกิจกรรมหรือการงานที่ตนต้องพูดมาก
12.  กลุ่มที่ทำงานใช้สมองมาก 
13.  หงุดหงิดโมโหบ่อย 
14.  มักกินของที่มีฤทธิ์ร้อนมากๆ บ่อยๆ 
15.  คนที่ใช้กำลังกายมากในขณะที่ลมปราณล็อค 
16.  ภาวะเย็นถึงที่สุดแล้วตีกลับเป็นร้อน

รายละเอียดเพิ่มเติม ...

  1.  เครียด
       ทำให้ร่างกายเร่งผลิตพลังงานเพื่อต่อสู้กับภาวะที่ทำให้เครียดนั้น ถ้าเครียดมาก ๆ เป็นประจำ ภาวะร้อนเกินก็จะเกิดขึ้น 

  2.  อดหลับอดนอน
       ถ้าเราไม่พักผ่อนนอนหลับในช่วงที่กำลังง่วงนอน ก็จะทำให้ร่างการต้องเร่งผลิตพลังงานสำรองออกมาใช้  ยิ่งถ้าไม่นอนในช่วง ทุ่ม ถึง ตี ซึ่งวิทยาการแพทย์แผนไทย ระบุไว้ว่าเป็นช่วงไฟกำเริบ ก็จะเกิดภาวะร้อนเกินขึ้น ช่วงเวลาดังกล่าวร่างกายควรจะนิ่งมากที่สุด เพื่อไม่ให้ไฟความร้่อนเผาทำร้ายร่างกาย จะสังเกตได้ง่าย ๆ ว่า เวลาที่เรานอนดึก จะรู้สึกเพลีย 

  3.  อดอาหาร
       แม้หิวก็ไม่ยอมกินอาหาร ซึ่งอาการหิว คือ อาการที่แสดงถึงไฟย่อยพร้อมที่จะทำงาน ถ้าไำม่มีอาหารให้ย่อย ไฟย่อย  ไฟเผาผลาญาอาหาร ก็จะเผาตัวเราเอง ซึ่งตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน ได้อธิบยไว้ว่า ปกติพลังงานส่วนใหญ่ร่างกายจะขาดพลังงาน ร่างกายก็จะสร้างพลังงานด้วยการสันดาปจากไขมันและโปรตีนโนร่างกายแทน
        ซึ่งขบวนการดังกล่าว จะทำให้เซลล์เสื่อมและมีของเสียที่เป็นพิษตกค้างในร่างกาย  ดังนั้นเราจึงควรกินอาหารเมื่อรู้สึกหิว แต่ถ้ายังไม่หิวก็ยังไม่ควรกิน เพราะัระบบย่อยยังไม่พร้อมที่จะทำงาน  โดยทั่วไปช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการกิตอาหาร คือ ๑๐.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. เพราะเป็นช่วงที่ไฟย่อยกำลังทำงานดี
       (ซึ่งตามหลักการแพทย์แผนไทย ช่วงนี้เป็นช่วงไฟกำเริบ) แต่ถ้าร่างกายหิวก่อนเวลาดังกล่าว ก็ควรจะกินในเวลาที่หิวนั้น

  4.  เร่งร้อน เร่งรีบ
       คนใจร้อน ทำให้ต่อมหมวกไตหลั่งแอดดรีนาลีนออกมากระตุ้นให้เซลล์เร่งผลิตพลังงาน ภาวะร้อนเกินก็จะเกิดขึ้น

  5.  มักจะทำงานเกินกำลังบ่อยๆ
       ทำให้พลังงานความร้อนและของเสียคั่งในร่างกายมาก

  6.  มักทำงานให้เสร็จก่อนถึงจะยอมดื่มน้ำ
       ทั้ง ๆ ที่ขณะทำงาน หรือทำกิจกรรมนั้น จะรู้สึกคอแห้ง กระหายก็ยังไม่ดื่มน้ำ อาการปากแห้ง คอแห้งเป็นอาการที่แสดงว่าร่างกายกำลังขาดน้ำ เมื่อไม่มีน้ำคุ้มครอง ความร้อนทั้งที่อยู่ในและนอกร่างกาย ก็จะเผาทำร้ายร่างกาย

  7.  มักกลั้นปัสสาวะ อุจจาระ
       จึงทำให้ของเสียถูกดูดกลับเข้าร่างกาย เกิดภาวะร้อนเกินขึ้น   8.  มักทำงานที่ต้องงอมือหรือกำมือนาน ๆ แล้วไม่ได้ดัดคืนหรือไม่ได้กดนวดคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งจากกล้ามเืนื้อที่เกร็งค้างกดล็อคลมปราณ กดทับระบบไหลเวียนของเลือดลม ทำให้ไม่สามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ และคนที่อยู่หน้าเตาไฟนาน ๆ ก็มักจะเกิดภาวะร้อนเกินได้ ถ้าไม่ได้ดำเนินการแก้ไข

  9.  นั่งรถเดินทางบ่อยๆ
       ในขณะที่นั่งรถเดินทางเครื่องยนต์ก็จะสั่น ทำให้เซลล์ในร่างกายสั่นสะเทือนไปด้วย จึงทำให้เกิดความร้อนขึ้นในร่างกาย   จะสังเกตได้ เมื่อเราเดินทางมาก ๆ จะรู้สึกว่าร่างกายล้าเพลีย ซึ่งเป็นภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน

10.  มักกำมือแน่นตลอด
       การกำมือทำให้ความร้อนระบายออกทางมือไม่ได้

11.  มักมีกิจกรรมหรือการงานที่ตนต้องพูดมาก
       กล่องเสียงสั่นสะเทือนส่งผลให้ต่อมไทรรอยด์ ที่อยู่บริเวณคอถูกกระตุ้นให้ทำงาน ซึ่งต่อมนี้จะทำหน้าที่เร่งปฎิกิริยา การสันดาปเผาผลาญอาหาร ให้เป็นพลังงานความร้อน คนที่ต้องพูดมากๆ จึงมักมีภาวะร้อนเกิน

12.  กลุ่มที่ทำงานใช้สมองมาก
       การใช้พลังสมองนั้นเปลืองพลังงานมากกว่าการใช้พลังแรงกาย

13.  หงุดหงิดโมโหบ่อย
       จะกระตุ้นให้ต่อมหมวกไตหลั่งสารแอดดรีนาลีน ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายเร่งเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานความร้อน อย่างรวดเร็ว เกิดภาวะไฟกำเริบเผาตัวเราเอง ภาวะปลื้มใจ ดีใจ ถูกใจบ่อย ๆ โดยไม่ควบคุมอารณ์ ภาวะที่มีอิทธิบาทมากเกินไป (ฉันทะ - ความพอใจ วิริยะ - ความเพียร จิตตะ - จิตใจจดจ่อเอาใจใส่ วิมังสา - ตรวจสอบใคร่ครวญ) คือ มีอิทธิบาท โดยไม่มีเบรค (ไม่มีอุเบกขา คือ รู้เพียรแต่ไม่รู้พัก) ภาวะอารณ์ดังกล่าวล้วนเป็นสาเหตุของภาวะร้อนเกิน

14.  มักกินของที่มีฤทธิ์ร้อนมากๆ บ่อยๆ

       1. อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนกลุ่มคาร์โบไฮเดรท เช่น ข้าวเหนียว ข้ากล้องสีแดง - ดำ ข้าวอาร์ซี เผือก มัน กล่อย ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวสาลี ขนมปังอาหารที่หวานจัดมีฤทธิ์ร้อน (หวานโดยปกติจะมีฤทธิ์เย็น แต่ถ้าหวานจัดจะตีกลับเป็นร้อน)

       2. อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนกลุ่มโปรตีน เช่น เนื้อ นม ไข่ เห็ดโคน เห็ดก่อ เห็ดไค เห็ดละโงก (ภาคเหนือเรียกเห็ดไข่ห่าน) เห็ดหอม เห็ดหลินจือ ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลิสง ถั่วทอดทุกชนิด ซึ่งแม้ว่าปกติจะเป็นถั่วฤทธิ์เย็น ถ้าเอาไปทอดก็จะกลายเป็นร้อน

       3. อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนกลุ่มไขมัน อาหารที่มีรสมันทุกชนิดจะมีฤทธิ์ร้อน อาหารที่มีไขมันจะออกฤทธิ์ร้อนมากและร้อนนานกว่ากลุ่มอื่น ๆ เพราะให้แคลอรี่หรือพลังงานมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ เช่น ลูกก่อ งา เนื้อมะพร้าว  กะทิ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดอัลมอลล์ เมล็ดฟักทอง (ร้อนมาก) มะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน งา น้ำมันพืข และน้ำมันสัตว์

       4. อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนกลุ่มผัก ได้แก่ ผักที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น กระชาย กระเพรา ยี่หร่า โหระพา พริก แมงลัก กุ้ยช่าย
          (ผักแผ้น) ต้นหอม ผักชี พริกไทย ขิง ข่า ตะไคร้ เครื่องเทศรสเผ็ดร้อนทุกชนิด เป็นต้น ผักบางชนิดรสไม่เผ็ดร้อน  แต่มีฤทธิ์ร้อน เช่นคะน้า แครอท บีทรูท กะหล่ำปลี ชะอม ถั่วฝักยาว ถั่วพู สะตอ ลูกเนียง กระเฉด มะเขือพวง ลูกตำลึง  ฟักทองแก่ โสมจีน โสมเกาหลี แปะตำปึง ผักกาดเขียวปลี ใบยอ ผักโขม ใบปอ ผักแขยง ยอดเสาวรส หน่อไม้ เม็ดบัว ไข่น้ำ (ผำ) สาหร่ายทะเล สาหร่ายน้ำจืด (เทา) ไหลบัว รากบัว แพงพวยแดง เป็นต้น

       5. อาหารรที่มีผลไม้ฤทธิ์ร้อนกลุ่มผลไม้ เช่น ฝรั่ง ขนุนสุก ลิ้นจี่ เงาะ ลำไย ทุเรียน น้อยหน่า สละ ส้มเขียวหวาน  กล้วยไข่ กล้วยปิ้ง (สำหรับกล้วยหอมทองและหอมเขียว มีรสหวานจัด มักออกฤทธิ์ตีกลับเป็นร้อน) มะตูม ละมุด  ลูกลำดวน ลูกยางม่วง ลูกยางเขียว ลูกยางเหลือง ลองกอง กะทกรก (เสาวรส) มะเฟือง มะปราง มะขามหวานสุก
          สมอพิเภก มะไฟ มะแงว (ลิ้นจี่ป่า) ทับทิมแดง มะม่วงสุก ลูกยอ กระเจี๊ยบแดง เป็นต้น 

        6. อาหารที่ปรุงเค็มจัด เผ็ดจัด ก็มีฤทฺธิ์ร้อน อาหารที่ผ่านความร้อนนานก็มีฤทธิ์ร้อน

        7. สัตว์หรือพืชที่ใช้สารเคมี อาหารที่ใส่สารสังเคราะห์ ใส่ผลชูรส ใส่สารเคมี ก็มีฤทธิ์ร้อน

        8. คนที่มักกินสมุนไพรหรือยาบำรุงเลือด ยาเพิ่มการไหลเวียนของเลือดจะทำให้เกิดภาวะร้อนขึ้นได้ เช่น วิตามินซี วิตามินบีรวม แคลเซียมโซเดียม ธาตุเหล็ก สังกะสี เบต้าแคโรทีน วิตามินอี เป็นต้น ถ้าอาหารที่เขาโฆษณาว่ามีสารเหล่านี้มาก คนกลุ่มร้อนไม่ควรกิน ส่วนคนกลุ่มเย็นกินก็จะแข็งแรง

        9. คนที่กินเหล้า เบียร์ ไวน์ สูบบูหรี่ เสพสิ่งเสพติดหรือกินข้าหมาก น้ำหมักต่าง ๆ และของหมักดองทั่วไป  มักจะมีฤทธิ์ร้อน ยกเว้นกล้วยสุกที่หมัีกแบบพิเศษให้เป็นน้ำส้มสายชู ซึ่งจะดูว่าน้ำหมักเป็นร้อนหรือเย็นให้ดูที่ขวด  ถ้าขวดขยายเป็นน้ำหมักฤทธิ์ร้อน ถ้าขวดแฟบเป็นน้ำหมักฤทธิ์เย็น

      10. คนที่กินกาแฟ น้ำอัดลม ขนมอม ขนมกรุบกรอบ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำร้อนจัด น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัด  มันเป็นเย็นจัดจนตีกลับเป็นร้อน บางคนกินน้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดแล้วจะเจ็บคอ

15.  คนที่ใช้กำลังกายมากในขณะที่ลมปราณล็อค 
       (ถ้าลมปราณไม่ล็อค ภายหลังจากที่ใช้แรงกายจนเหงื่อออกจะรู้สึกเย็นสบาย) หรือตากแดด หรือต้องพูดมาก หรือ ต้องเดินทาง โดยเฉพาะในช่วง ๑๐.๐๐ ถึง ๑๔.๐๐ น. อดนอนหรือทำงานช่วง ๒๒.๐๐ ถึง ๐๒.๐๐ น. ซึ่งช่วงนี้จะเป็น ช่วงไฟกำเริบ ดังนั้นถ้ามีพฤติกรรมดังกล่าว ก็มักจะทำให้เกิดความไม่สบายจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเิกิน

16.  ภาวะเย็นถึงที่สุดแล้วตีกลับเป็นร้อน
       (หยินที่สุดจนตีกลับเป็นหยาง) ถ้ามีภาวะตีกลับเป็นร้อนยังไม่มาก ให้แก้ภาวะเย็นเิกินเป็นหลัก แก้ภาวะร้อนเกินเป็นรงอ แต่ถ้าตีกลับเป็นร้อนมากกว่าเย็น ก็ให้แก้ภาวะร้อนเป็นหลัก แก้ภาวะเย็นเป็นรองและเมื่อแก้ล็อคนี้ เสร็จแล้วบางทีอาการ  ภาวะเย็นเกินอาจจะแสดงออกมา (เพราะต้นเหตุหลักคือ เย็นเกิน) เราก็แก้ภาวะเย็นเกินอีกทีหนึ่ง

สาเหตุหลัก ข้อที่ อารมณ์เป็นพิษ

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gifความเครียด ความเร่งรีบ/เร่งรัด/เร่งร้อน ความกลัว ควมวิตกกังวล ความไม่โปร่ง
ไม่โล่ง ไม่สบายใจ ความไม่พอใจ ความอาฆาต พยาบาท ความโลภ ความโกรธ
ความหลง เอาแต่ใจตัวเอง เป็นต้น

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gif ทุกครั้งที่ผู้คนมีสภาพจิตดังกล่าว จะทำให้ต่อมหมวกไตหลั่งสารแอดดรินารีนออกมา
กระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายผลิตพลังงานมากเกินความพอดี จนเผาทำลายเซลล์เนื้อเยื่อ
ของร่างกาย
อวัยวะส่วนใดของร่างกายที่อ่อนแอก็จะเสื่อมหรือแสดงอาการไม่สบายก่อน เช่น
บางคนอาจมีอาการปวดศรีษะ บางคนปวดคอ บางคนปวดท้อง บางคนเจ็บหัวใจ
บางคนอ่อนเพลียทั้งตัว เป็นต้น

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gifถ้ายังมีอารมณ์ดังกล่าวอยู่ ความเสื่อมก็จะรุกลามขยายผลและแสดงอาการ ไม่สบายไป

สาเหตุหลัก ข้อที่ อาหารเป็นพิษ

อาหารเป็นพิษและไม่สมดุล ซึ่งพิษจากอาหารประกอบด้วย สาเหตุหลัก ดังนี้

1. พิษจากอาหารที่มีสารพิษ
สารเคมีทั้งในพืชและัสัตว์ ทั้งจากขบวนการผลิตและการปรุงเป็นอาหาร สารพิษสารเคมี ดังกล่าวจะเผา
ทำร้ายเซลล์ เนื้อเยื่อของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ทำให้เกิดความเสื่อมและเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

2. พิษจากอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์มากเกิน
ในเนื้อสัตว์จะมีไขมัน กรดยูริค กรดแลคติก แอดดรินาลีนและสารอื่น ๆ ที่เป็นพิษต่อร่างกาย

3. พิษจากอาหารที่ปรุงรสจัดเกินไป
ซึ่งถ้าปรุงมากเกินความต้องการของร่างกาย เมื่อถูกย่อยก็จะเกิดพลังงานส่วนเกิน เผาทำร้ายเซลล์
เม็ดเลือด จะเกิดการอุดตันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

4. พิษจากชนิดของอาหารที่ไม่สมดุล
จากโลกร้อนขึ้น และเมืองไทยเป็นเมืองร้อน จุดสมดุล ก็คือ จุดเย็นสบาย ซึ่งควร
รับประทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นเป็นส่วนใหญ่ที่ให้่ความร้อนหรือพลังงานไม่มากเกินไป

5. พิษจากของเสียและความร้อนจากขบวนการย่อย การสันดาปหรือการเผาผลาญอาหาร
การย่อยสันดาปเผาผลาญอาหารทุกครั้งจะเิกิดของเสียและความร้อนที่เป็นพิษกับร่างกายขึ้น
เช่น เกิดคาร์บอนไดออกไซม์ เกิดแอมโมเนีย เกิดสารและพลังงานที่เป็นพิษอื่น ๆ ถ้าไม่รีบสลาย
หรือขับพิษออก พิษดังกล่าวก็จะทำลายเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย ทำให้ร่างกายเจ็บป่วย

6. พิษจากการไม่รู้เทคนิคในการรับประทานอาหารเพื่อสุขอย่างผาสุก
ไม่รู้วิธีปฏิบัติในการลดละ ล้างความอยากในจิตต่ออาหารที่เป็นพิษ อย่างถูกต้อง

สาเหตุหลัก ข้อที่ การไม่ออกกำลังกาย

หรือการออกกำลังกายที่เคลื่่อนไหวอริยบทไม่ถูกต้อง

สำหรับการบริหารกายและอริยบทที่ถูกต้องเป็นประโยชน์กับร่างกายนั้น จะต้องได้
คุณสมบัติ อย่าง คือ ... 

     1. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูกและเส้นเอ็น
     2. ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
     3. การเข้าที่เข้าทางของกระดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ 


เพราะคุณลักษณะทั้ง ประการ จะทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดลม และพลังงานในร่างกาย
เป็นไปโดยปกติอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดสุขภาพที่ดี

แต่ปัจจุบันการออกกำลังกายและอริยาบทของคนส่วนใหญ่โดยทั่วไป เช่น เดิน วิ่ง กระโดดเชือก
ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ้ เต้นแอโรบิก หรือเล่นกีฬาต่าง ๆ มักทำแต่เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้กดจุด
ลมปราณ โยคะ กายบริหารให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นยืดหยุ่นเข้าที่เข้าทาง

จึงมักจะได้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พร้อมกับผลข้างเคียงของการออกกำลังกายคือ
ความแข็งตึงเกร็งค้างของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น การเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งปกติทางของ
กระูดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ทำให้การไหลเวียนของเลือดลมและพลังงานในร่างกายติดขัด
ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดตึง มึนชา พลังชีวิตตก เร่งความเสื่อมในร่างกายและเกิดโรคภัย
ไข้เจ็บต่าง ๆ

สาเหตุหลัก ข้อที่ พิษจากการสัมผัสเครื่องยนต์/เครื่องไฟฟ้า/เครื่องอิเลคทรกนิคมากเกิินไป

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gif การเิดินทางด้วยรถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้มือถือ ใช้เครื่องเสียงต่าง ๆ
อย่างไม่รู้ความสมดุล และไม่รู้วิธีถอนพิษ เพราะอุปกรณ์ดังกล่าว มีพลังงานความสั่นสะเืืทือน
มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ถ้าเข้าไปในร่างกายมากเกินไป จะชนกระแทกทำร้ายเซลล์เนื้อเยื่อของ
ร่างกาย ทำให้เร่งความเสื่อมของร่างกาย และก่อโรคภัยไข้เจ็บได้

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gif ตัวอย่างส่วนหนึ่งของการป้องกันแก้ไขปัญหา เช่น ขณะที่โดยสารยานยนต์ เมื่อเครื่องยนต์เขย่า
แต่ละเซลล์ของร่างกายก็จะถูกเขย่าเสียดสีกระทบกระแทกัน เกิดความร้่อนขึ้น ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย
หรือมีอาการไม่สบายต่าง ๆ วิธีแก้ขณะโดยสารยานยนต์ คือ ถ้าง่วงก็ให้นอนหลับ เมื่อตื่นแล้วรู้สึก
ไม่สบายก็ควรดื่มน้ำ เท่าทีู่รู้สึกสบายเพื่อดับพิษร้อน

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gif ในกรณีที่สามารถจอดรถแวะเข้าห้องน้ำหรือในยานยนต์มีห้องน้าำ ถ้าปวดปัสสาวะก็ควรจะเข้า
ห้องน้ำเพื่อระบายพิษร้อนออก พร้อมกับยืดเส้นยืดสายให้ร่างกายสบาย

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gif กรณีที่ไม่สามารถจอดแวะหรือในยานยนต์ไม่มีห้องน้ำ ให้จิบน้ำทีละน้อย โดยอมน้ำไว้ในปากนาน ๆ
แล้วค่อยกลืน จะทำให้เราไม่ปัสสาวะบ่อย ขณะเดินทางอาจถอนพิษด้วยการพอก ทา หยอด
ดมสมุนไพร ขูดพิษ กดจุด นวดตัว ดัดตัวตาม ความพอเหมาะ

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gif ทุกครั้งที่เริ่มรู้สึกไม่สบายจากการใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ เช่น อ่อนเพลีย แสบตา เป็นต้น
ให้พักการใช้คอมพิวเตอร์พรากห่างจากเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วถอนพิษร้อนด้วยวิธีการต่าง ๆ

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gif การใช้โทรศัพท์มือถือ ใช้สายหูฟังพิษจะน้อย หรือใช้ลำโพง คลื่อนก็จะไม่ทำร้ายเรามาก

http://www.morkeaw.net/ImagesGif/arrow-00-ani.gif ยังมีต้นเหตุของความเจ็บป่วยอย่างอื่น ๆ ตามมาอีก จากสาเหตุดังกล่าว เป็นปัจจัยที่มีผลมากที่สุด
ที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยทุกโรคทุกอาการ เช่น ไข้ขึ้น ปวดหัว ตัวร้อน หน้ามืด วิงเวียน มึนชา 
อ่อนล้า อ่อนแรง โรคกระเพาะอาหารลำไส้อักเสบ ภูิมิต้านทานลด ปวดตามข้อ ปวดกระดูก
ปวดตามเนื้อตัว ปวดมดลูก มดลูกโต ตกขาว ตกเลือด ไทรอยด์เป็นพิษ ริดสีดวงทวาร โรคมะเร็ง
เนื้องอก โรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง ไขมันสูง ภูมิแพ้(หวัด ไซนัส หอบหืด ผื่นคัน)
เก๊าท์ รูมาตอยด์ เป็นต้น

พฤติกรรมที่ทำให้เกิดภาวะร้อนเกิน (สาเหตุทำให้เกิดโรค)

  1.  เครียด
  2.  อดหลับอดนอน
  3.  อดอาหาร 
  4.  เร่งร้อน เร่งรีบ 
  5.  มักจะทำงานเกินกำลังบ่อยๆ 
  6.  มักทำงานให้เสร็จก่อนถึงจะยอมดื่มน้ำ 
  7.  มักกลั้นปัสสาวะ อุจจาระ 
  8.  มักทำงานที่ต้องงอมือ 
  9.  นั่งรถเดินทางบ่อยๆ 
10.  มักกำมือแน่นตลอด 
11.  มักมีกิจกรรมหรือการงานที่ตนต้องพูดมาก
12.  กลุ่มที่ทำงานใช้สมองมาก 
13.  หงุดหงิดโมโหบ่อย 
14.  มักกินของที่มีฤทธิ์ร้อนมากๆ บ่อยๆ 
15.  คนที่ใช้กำลังกายมากในขณะที่ลมปราณล็อค 
16.  ภาวะเย็นถึงที่สุดแล้วตีกลับเป็นร้อน

รายละเอียดเพิ่มเติม ...

  1.  เครียด
       ทำให้ร่างกายเร่งผลิตพลังงานเพื่อต่อสู้กับภาวะที่ทำให้เครียดนั้น ถ้าเครียดมาก ๆ เป็นประจำ ภาวะร้อนเกินก็จะเกิดขึ้น 

  2.  อดหลับอดนอน
       ถ้าเราไม่พักผ่อนนอนหลับในช่วงที่กำลังง่วงนอน ก็จะทำให้ร่างการต้องเร่งผลิตพลังงานสำรองออกมาใช้ 
       ยิ่งถ้าไม่นอนในช่วง ทุ่ม ถึง ตี ซึ่งวิทยาการแพทย์แผนไทย ระบุไว้ว่าเป็นช่วงไฟกำเริบ ก็จะเกิด
       ภาวะร้อนเกินขึ้น ช่วงเวลาดังกล่าวร่างกายควรจะนิ่งมากที่สุด เพื่อไม่ให้ไฟความร้่อนเผาทำร้ายร่างกาย
       จะสังเกตได้ง่าย ๆ ว่า เวลาที่เรานอนดึก จะรู้สึกเพลีย 

  3.  อดอาหาร
       แม้หิวก็ไม่ยอมกินอาหาร ซึ่งอาการหิว คือ อาการที่แสดงถึงไฟย่อยพร้อมที่จะทำงาน ถ้าไำม่มีอาหารให้ย่อย ไฟย่อย
       ไฟเผาผลาญาอาหาร ก็จะเผาตัวเราเอง ซึ่งตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน ได้อธิบยไว้ว่า ปกติพลังงานส่วนใหญ่
       ร่างกายจะขาดพลังงาน ร่างกายก็จะสร้างพลังงานด้วยการสันดาปจากไขมันและโปรตีนโนร่างกายแทน
        ซึ่งขบวนการดังกล่าว จะทำให้เซลล์เสื่อมและมีของเสียที่เป็นพิษตกค้างในร่างกาย
       ดังนั้นเราจึงควรกินอาหารเมื่อรู้สึกหิว แต่ถ้ายังไม่หิวก็ยังไม่ควรกิน เพราะัระบบย่อยยังไม่พร้อมที่จะทำงาน
       โดยทั่วไปช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการกิตอาหาร คือ ๑๐.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. เพราะเป็นช่วงที่ไฟย่อยกำลังทำงานดี
       (ซึ่งตามหลักการแพทย์แผนไทย ช่วงนี้เป็นช่วงไฟกำเริบ) แต่ถ้าร่างกายหิวก่อนเวลาดังกล่าว ก็ควรจะกินในเวลาที่หิวนั้น

  4.  เร่งร้อน เร่งรีบ
       คนใจร้อน ทำให้ต่อมหมวกไตหลั่งแอดดรีนาลีนออกมากระตุ้นให้เซลล์เร่งผลิตพลังงาน ภาวะร้อนเกินก็จะเกิดขึ้น

  5.  มักจะทำงานเกินกำลังบ่อยๆ
       ทำให้พลังงานความร้อนและของเสียคั่งในร่างกายมาก

  6.  มักทำงานให้เสร็จก่อนถึงจะยอมดื่มน้ำ
       ทั้ง ๆ ที่ขณะทำงาน หรือทำกิจกรรมนั้น จะรู้สึกคอแห้ง กระหายก็ยังไม่ดื่มน้ำ อาการปากแห้ง คอแห้งเป็นอาการที่แสดงว่า
       ร่างกายกำลังขาดน้ำ เมื่อไม่มีน้ำคุ้มครอง ความร้อนทั้งที่อยู่ในและนอกร่างกาย ก็จะเผาทำร้ายร่างกาย

  7.  มักกลั้นปัสสาวะ อุจจาระ
       จึงทำให้ของเสียถูกดูดกลับเข้าร่างกาย เกิดภาวะร้อนเกินขึ้น   8.  มักทำงานที่ต้องงอมือ
       หรือกำมือนาน ๆ แล้วไม่ได้ดัดคืนหรือไม่ได้กดนวดคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งจากกล้ามเืนื้อที่เกร็งค้างกดล็อคลมปราณ กดทับ
       ระบบไหลเวียนของเลือดลม ทำให้ไม่สามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ และคนที่อยู่หน้าเตาไฟนาน ๆ 
        ก็มักจะเกิดภาวะร้อนเกินได้ ถ้าไม่ได้ดำเนินการแก้ไข

  9.  นั่งรถเดินทางบ่อยๆ
       ในขณะที่นั่งรถเดินทางเครื่องยนต์ก็จะสั่น ทำให้เซลล์ในร่างกายสั่นสะเทือนไปด้วย จึงทำให้เกิดความร้อนขึ้นในร่างกาย
       จะสังเกตได้ เมื่อเราเดินทางมาก ๆ จะรู้สึกว่าร่างกายล้าเพลีย ซึ่งเป็นภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน

10.  มักกำมือแน่นตลอด
       การกำมือทำให้ความร้อนระบายออกทางมือไม่ได้

11.  มักมีกิจกรรมหรือการงานที่ตนต้องพูดมาก
       กล่องเสียงสั่นสะเทือนส่งผลให้ต่อมไทรรอยด์ ที่อยู่บริเวณคอถูกกระตุ้นให้ทำงาน ซึ่งต่อมนี้จะทำหน้าที่เร่งปฎิกิริยา
       การสันดาปเผาผลาญอาหาร ให้เป็นพลังงานความร้อน คนที่ต้องพูดมากๆ จึงมักมีภาวะร้อนเกิน

12.  กลุ่มที่ทำงานใช้สมองมาก
       การใช้พลังสมองนั้นเปลืองพลังงานมากกว่าการใช้พลังแรงกาย

13.  หงุดหงิดโมโหบ่อย
       จะกระตุ้นให้ต่อมหมวกไตหลั่งสารแอดดรีนาลีน ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายเร่งเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานความร้อน
       อย่างรวดเร็ว เกิดภาวะไฟกำเริบเผาตัวเราเอง ภาวะปลื้มใจ ดีใจ ถูกใจบ่อย ๆ โดยไม่ควบคุมอารณ์ ภาวะที่มีอิทธิบาท
       มากเกินไป (ฉันทะ - ความพอใจ วิริยะ - ความเพียร จิตตะ - จิตใจจดจ่อเอาใจใส่ วิมังสา - ตรวจสอบใคร่ครวญ) คือ
       มีอิทธิบาท โดยไม่มีเบรค (ไม่มีอุเบกขา คือ รู้เพียรแต่ไม่รู้พัก) ภาวะอารณ์ดังกล่าวล้วนเป็นสาเหตุของภาวะร้อนเกิน

14.  มักกินของที่มีฤทธิ์ร้อนมากๆ บ่อยๆ

       1. อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนกลุ่มคาร์โบไฮเดรท
 เช่น ข้าวเหนียว ข้ากล้องสีแดง - ดำ ข้าวอาร์ซี เผือก มัน กล่อย ข้าวบาร์เล่ย์
          ข้าวสาลี ขนมปังอาหารที่หวานจัดมีฤทธิ์ร้อน (หวานโดยปกติจะมีฤทธิ์เย็น แต่ถ้าหวานจัดจะตีกลับเป็นร้อน)

       2. อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนกลุ่มโปรตีน เช่น เนื้อ นม ไข่ เห็ดโคน เห็ดก่อ เห็ดไค เห็ดละโงก (ภาคเหนือเรียกเห็ดไข่ห่าน)
          เห็ดหอม เห็ดหลินจือ ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลิสง ถั่วทอดทุกชนิด ซึ่งแม้ว่าปกติจะเป็นถั่วฤทธิ์เย็น ถ้าเอาไปทอดก็จะกลายเป็นร้อน

       3. อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนกลุ่มไขมัน อาหารที่มีรสมันทุกชนิดจะมีฤทธิ์ร้อน อาหารที่มีไขมันจะออกฤทธิ์ร้อนมากและ
          ร้อนนานกว่ากลุ่มอื่น ๆ เพราะให้แคลอรี่หรือพลังงานมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ เช่น ลูกก่อ งา เนื้อมะพร้าว
          กะิทิ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดอัลมอลล์ เมล็ดฟักทอง (ร้อนมาก) มะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน งา น้ำมันพืข และ
          น้ำมันสัตว์

       4. อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนกลุ่มผัก ได้แก่ ผักที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น กระชาย กระเพรา ยี่หร่า โหระพา พริก แมงลัก กุ้ยช่าย
          (ผักแผ้น) ต้นหอม ผักชี พริกไทย ขิง ข่า ตะไคร้ เครื่องเทศรสเผ็ดร้อนทุกชนิด เป็นต้น ผักบางชนิดรสไม่เผ็ดร้อน
          แต่มีฤทธิ์ร้อน เช่นคะน้า แครอท บีทรูท กะหล่ำปลี ชะอม ถั่วฝักยาว ถั่วพู สะตอ ลูกเนียง กระเฉด มะเขือพวง ลูกตำลึง
          ฟักทองแก่ โสมจีน โสมเกาหลี แปะตำปึง ผักกาดเขียวปลี ใบยอ ผักโขม ใบปอ ผักแขยง ยอดเสาวรส หน่อไม้ เม็ดบัว
          ไข่น้ำ (ผำ) สาหร่ายทะเล สาหร่ายน้ำจืด (เทา) ไหลบัว รากบัว แพงพวยแดง เป็นต้น

       5. อาหารรที่มีผลไม้ฤทธิ์ร้อนกลุ่มผลไม้ เช่น ฝรั่ง ขนุนสุก ลิ้นจี่ เงาะ ลำไย ทุเรียน น้อยหน่า สละ ส้มเขียวหวาน
          กล้วยไข่ กล้วยปิ้ง (สำหรับกล้วยหอมทองและหอมเขียว มีรสหวานจัด มักออกฤทธิ์ตีกลับเป็นร้อน) มะตูม ละมุด
          ลูกลำดวน ลูกยางม่วง ลูกยางเขียว ลูกยางเหลือง ลองกอง กะทกรก (เสาวรส) มะเฟือง มะปราง มะขามหวานสุก
          สมอพิเภก มะไฟ มะแงว (ลิ้นจี่ป่า) ทับทิมแดง มะม่วงสุก ลูกยอ กระเจี๊ยบแดง เป็นต้น 

        6. อาหารที่ปรุงเค็มจัด เผ็ดจัด ก็มีฤทฺธิ์ร้อน อาหารที่ผ่านความร้อนนานก็มีฤทธิ์ร้อน

        7. สัตว์หรือพืชที่ใช้สารเคมี อาหารที่ใส่สารสังเคราะห์ ใส่ผลชูรส ใส่สารเคมี ก็มีฤทธิ์ร้อน

        8. คนที่มักกินสมุนไพรหรือยาบำรุงเลือด ยาเพิ่มการไหลเวียนของเลือดจะทำให้เกิดภาวะร้อนขึ้นได้ เช่น วิตามินซี
          วิตามินบีรวม แคลเซียมโซเดียม ธาตุเหล็ก สังกะสี เบต้าแคโรทีน วิตามินอี เป็นต้น ถ้าอาหารที่เขาโฆษณาว่ามีสารเหล่านี้มาก
          คนกลุ่มร้อนไม่ควรกิน ส่วนคนกลุ่มเย็นกินก็จะแข็งแรง

        9. คนที่กินเหล้า เบียร์ ไวน์ สูบบูหรี่ เสพสิ่งเสพติดหรือกินข้าหมาก น้ำหมักต่าง ๆ และของหมักดองทั่วไป
          มักจะมีฤทธิ์ร้อน ยกเว้นกล้วยสุกที่หมัีกแบบพิเศษให้เป็นน้ำส้มสายชู ซึ่งจะดูว่าน้ำหมักเป็นร้อนหรือเย็นให้ดูที่ขวด
          ถ้าขวดขยายเป็นน้ำหมักฤทธิ์ร้อน ถ้าขวดแฟบเป็นน้ำหมักฤทธิ์เย็น

      10. คนที่กินกาแฟ น้ำอัดลม ขนมอม ขนมกรุบกรอบ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำร้อนจัด น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัด
          มันเป็นเย็นจัดจนตีกลับเป็นร้อน บางคนกินน้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดแล้วจะเจ็บคอ

15.  คนที่ใช้กำลังกายมากในขณะที่ลมปราณล็อค 
       (ถ้าลมปราณไม่ล็อค ภายหลังจากที่ใช้แรงกายจนเหงื่อออกจะรู้สึกเย็นสบาย) หรือตากแดด หรือต้องพูดมาก หรือ
       ต้องเดินทาง โดยเฉพาะในช่วง ๑๐.๐๐ ถึง ๑๔.๐๐ น. อดนอนหรือทำงานช่วง ๒๒.๐๐ ถึง ๐๒.๐๐ น. ซึ่งช่วงนี้จะเป็น
       ช่วงไฟกำเริบ ดังนั้นถ้ามีพฤติกรรมดังกล่าว ก็มักจะทำให้เกิดความไม่สบายจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเิกิน

16.  ภาวะเย็นถึงที่สุดแล้วตีกลับเป็นร้อน
       (หยินที่สุดจนตีกลับเป็นหยาง) ถ้ามีภาวะตีกลับเป็นร้อนยังไม่มาก ให้แก้ภาวะเย็นเิกินเป็นหลัก แก้ภาวะร้อนเกินเป็นรงอ
       แต่ถ้าตีกลับเป็นร้อนมากกว่าเย็น ก็ให้แก้ภาวะร้อนเป็นหลัก แก้ภาวะเย็นเป็นรองและเมื่อแก้ล็อคนี้ เสร็จแล้วบางทีอาการ
       ภาวะเย็นเกินอาจจะแสดงออกมา (เพราะต้นเหตุหลักคือ เย็นเกิน) เราก็แก้ภาวะเย็นเกินอีกทีหนึ่ง

Instagram

ผู้เข้าชมขณะนี้

มี 28 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

สถิติจำนวนผู้เข้าชม

0005651
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
232
112
344
1636
4349
311
5651

Your IP: 54.211.129.71
2017-02-27 20:34:52

startnewkinnareenok

Tags

กินนรี ออกแบบเว็บไซต์ งานซ่อมบำรุง สินค้าไอที สินค้านานาชนิด งานนำเสนอ งานเว็บไซต์ งานซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์ งานบริการ e-commerce งานตัดต่อวีดีโอ ติดตั้งระบบเน็ตเวิร์ค เช็ตค่าเร้าเตอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ สร้างอัลบั้มวีดีโอ จำหน่ายสินค้าไอที อุปกรณ์เสริมรถยนต์ กล้องติดรถยนต์ กล้องแอคชั่น แบตสำรอง Adapter มือถือ นาฬิกาข้อมือ แว่น VR Headset ลำโพงบลูทูธ หูฟังบลูทูธ จอยเกมส์บลูทูธ แฟลชไดร์ฟ/เมมโมรีการ์ด สาย OGT /USB OTG สายชาร์จ / USB DATA Cable อุปกรณ์ selfie สาย HDMI หุ่นยนต์ดูดฝุ่น รถไฟฟ้าล้อเดียว เคสโทรศัพท์ กระเป๋าใส่มือถือ สินค้าทั่วไป เชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ กาฬสินธ์ุ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย สกลนคร สุรินทร์ ศรีสะเกษ หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี อำนาจเจริญ กำแพงเพชร ชัยนาถ นครนายก นครปฐม นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี สระบุรี อ่างทอง อุทัยธานี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว กาญจนบุรี ตาก ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ระนอง สตูล สงขลา สุราษฎร์ธานี ยะลา