วิเคราะห์โรคตามวิถีสุขภาพ

allergy 18656 960 720

การวิเคราะห์โรคภัยตามวิถีสุขภาพทางเลือกแนวบุญนิยม

บทนำ

ภัยอันน่าสะพรึงกลัวของการปล่อยให้โรคฝังตัว และมัีวแต่หลงแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพียงอย่างเดียว โดยไม่ใส่ใจแก้ที่ต้นเหตุของปัญหาควบคู่ไปด้วย นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและโชคร้ายที่สุดของการมีชีวิต แล้วไม่รู้สาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บอันเป็นความทุกข์ทรมานของชีวิต ทำให้หลงสะสมต้นเหตุฝัีงไว้ในเนื้อเยื่อ ของร่างกายวันแล้ววันเล่า จนฝังลึกเข้าไปทุกวัน ๆ แล้วส่วนใหญ่ก็พยายามใช้วิธีแก้ที่ปลายเหตุเพียงอย่างเดียว โดยไม่เน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุควบคู่ไปด้วย

 

เวลาเจ็บป่วยก็มักจะแก้ปัญหาด้วยการกินยากดระงับประสาทไม่ให้รู้สึกทุกข์ทรมาน ซึ่งยาก็จะไปกดประสาทไม่ให้ปวด ได้ในขีดจำกัด เมื่อพิษมีประมาณหนึ่งเท่านั้น ถ้าพิษมากกว่านั้นหรือยาหมดฤทธิ์ก็จะเิกิดทุกข์ทรมามอีก หรือการพยายาม ที่จะใช้ยาขับเอาโรคภัยไข้เจ็บออกจากร่างกาย ในระยะแรกที่โรคสะสมไม่แน่น ไม่ลึกมาก ใช้ยาไม่แรงนักก็มักจะได้ผล เปรียบเสมือนสนิมพึ่งเกาะที่ผิวเหล็ก เราเอาผ้าเช็ดออกก็ได้ แต่เมื่อโรคฝังแน่นลึกลงไปทุกวัน ๆ ยาตัวเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ผล ทำให้ต้องเปลี่ยนยาตัวใหม่ที่มีฤทธิ์กระแทกกระทุ้งพิษแรงมากขึ้น เปรียบเสมือนสนิทที่ฝังแน่น กินลึกลงไปถึงเนื้อเหล็ก ใช้ผ่าเช็ดสนิมเหล็กออกไม่ได้แล้ว ต้องใช้ค้อนทุบอย่างแรง จนเหล็กบุบบู้บี้แตกสลาย จึงจะเอาสนิมเหล็กออกมาได้

 

การใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงกระทุ้งโรคก็เช่นเดียวกัน ย่อมมีผลทำให้เนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายบอบช้ำ บาดเจ็บ ผุพัง ทรุดโทรม มากยิ่งขึ้น ๆ ซึ่งมักจะแสดงผลออกมาเป็นอาการข้างเคียงของยาที่รุนแรงมากขึ้น ๆ ผู้ป่วยจะได้โรคใหม่ แทรกซ้อนเพิ่มขึ้น ๆ ได้ยาใหม่เพิ่มขึ้นปริมาณยาก็มากขึ้น ๆ จนบางครั้งถึงขั้นช็อคตายจากการแพ้อย่างรุนแรงของฤทธิ์ยาก็มี หรือสุดท้ายรักษาอย่างไรก็ไม่หาย ต้องปล่อยให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานไปตามเวรตามกรรม เหตุการณ์เหล่านี้มีให้พบเห็นอยู่บ่อย ๆ และมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ แสดงถึงความล้มเหลวของระบบสุขภาพที่มุ่งแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพียงอย่างเดียว โดยไม่มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือ การปรับพฤติกรรมสุขภาพควบคู่ไปด้วย

 

ผู้เขียนมีความเห็นว่า แม้การสร้างพฤติกรรมสุขภาพ จะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่าการรักษา แต่มันก็เป็นวิธีเดียวที่เราจะเอาชนะโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างยั่งยืน แต่ถ้ายังเป็นเช่นเดิมนี้อยู่ ก็ไม่มีวันที่ประชาชนจะมีความผาสุก ปลอดภัย หรือเบาบางจากความเจ็บป่วยทุกข์ทรมานไปได้ ซึ่งชีวิตก็จะวนเวียนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้ เหมือนการรบที่รอวันพ่ายแพ้แต่เพียงอย่างเดียว จะมีสักกี่คนที่คิดตั้งใจเข้าไปเรียนรู้และพากเพียร แก้ไขปัจจัยหรือพฤติกรรมที่เป็นต้นเหตุุ อันเป็นการรบที่นับวันสะสมชัยชนะอย่างยั่งยืน เพื่อจะได้ไม่ต้องวนเวียนทุกข์ทรมานกับโรคภัยไข้เจ็บเหมือนคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่รู้ หรือแม้รู้ แต่ก็ไม่ใส่ใจในการแก้ปัญหาด้วยการพึ่งตนเองเป็นหลัก อาศัยผู้อื่นเป็นรอง


ผู้เขียนมีความเห็นว่า สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
(เศรษฐกิจพอเพียง สู่สุขภาพพอเพียง) จะเป็นคำตอบหนึ่งของสุขภาพที่ดี

สุขภาพพึ่งตนแนวเศรษฐกิจพอเพียงตามวิถีสุขภาพทางเลือกบุญนิยม
เน้นการใช้ธรรมชาติที่มีในท้องถิ่นเพือปรับสมดุลร่างกาย

แทนการใช้สารเคมี หรือยาเคมี เพราะสารเคมีหรือยาเคมีเป็นสารหรือส่วนประกอบที่ไม่ใช่ธรรมชาติ เหมือนอะไหล่ปลอม เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะประกอบเข้าเป็นรูปร่างเดิมไม่สนิท และไม่สามารถทดแทนคุณสมบัติของเนื้อเื่ยื่อปกติเดิมได้ จึงมักระคายเคืองและมีผลข้างเึคียงที่ไม่ดีต่อร่างกายตามมาอยู่เสมอ ยิ่งไม่มุ่งแก้ที่ต้นเหตุด้วยแล้ว ร่างกายก็ยิ่งจะบอบช้ำ ทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว มีโรคแทรกซ้อนและทุกข์ทรมาน

 

มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่เริ่มเห็นโทษภัยของการกินยา หรือการรักษาโรคที่ปลายเหตุแต่เ่พียงอย่างเดียว โดยไม่มุ่งแก้ไขที่ต้นเหตุ ผู้ป่วยเหล่านี้มัีกจะถามผู้เขียนเสมอว่า จะต้องหยุดยาหรือวิธีการรักษาที่เขาใช้อยู่ ณ ปัจจุบันเลยไหม

สำหรับคำถามดังกล่าวนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่า ถ้าการักษาที่ใช้อยู่ปัจจุบันนั้นยังมีผลในการบำบัด บรรเทาความทุกขฺ์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บได้ดีอยู่ โดยไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย หรือไม่ทำให้ต้องทุกข์ทรมานมาก ผู้ป่วยก็ควรจะใช้การรักษาที่เคยใช้อยู่นั้นไปพร้อม ๆ กับการฝึกปรับความสมดุล หรือการฝึกสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องจนรู้สึกว่าสภาพร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และตนเองก็มีทักษะในการปรับสมดุลสุขภาพ หรือทักษะการสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้่อง จึงค่อย ๆ ลด หรืองดการรักษาที่เคยใช้อยู่ ที่มุ่งแต่การแก้ที่ปลายเหตุนั้นเสีย

 

แต่เมื่อลดหรืองดวิธีการดังกล่าวแล้ว ก็ต้องตรวจสอบดูว่า เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ ซึ่งตัวชี้วัดก็คือ เรารู้สึกเบากาย 
มีกำลัง
 ความเจ็บป่วยในร่างกายที่เคยมีอยู่ลดน้อยลง หรือไม่กำเริบมากขึ้น ถ้ามีสภาพดังกล่าว ให้ทำการปรับสมดุลสุขภาพนั้นต่อไป เพราะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพเรา แต่้ถ้าไม่ได้สภาพดังกล่าว อาจจะต้องใช้วิธีการรักษาที่เคยใช้อยู่เดิมแล้วได้ผลควบคู่ไปก่อน จนกว่าเราจะค้นหาวิธีปรับสมดุลสุขภาพของตัวเองได้ดีกว่าเดิม จึงค่อยปรับเปลี่ยน ลดหรืองดการรักษาที่เคยใช้อยู่เดิม แต่ถ้าร่างกายมีสภาพเท่าเทียมกันระหว่างการรักษาแบบเดิมกับการลดหรืองดการรักษา ผู้เขียนเลือกการลดหรืองดการรักษาที่เคยใช้อยู่เดิมดีกว่า เพราะจะได้ไม่ต้องรับผลข้างเึคียงจากการรักษา ไม่ต้องเสียเงินทองหรือเสียเวลากับการรักษาแบบเดิมนั้น

ผู้เขียนไม่ได้ปฎิเสธหรือต่อต้านวิธีการดูแลรักษาในระบบสุขภาพแผนปัจจุบันไปเสียทั้งหมด บางอย่างผู้เขียนก็เห็นว่าเป็นประโยชน์ ถ้าผลออกมาทำให้สุขภาพของผู้ป่วยดีขึ้นหรือมีชีวิตอยู่รอดได้

ตัวอย่างข้อดีของระบบสุขภาำพแผนปัจจุบัน เช่นการตรวจวัดวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่แสดงผลได้ชัดเจน 
การให้เลือดหรือสารบางอย่าง ในภาวะฉุกเฉินอันมีข้อบ่งชี้ว่า ถ้าไม่ทำจะเป็นอันตรายถึงชีวิต การให้ยาระงับปวดในกรณีที่ผู้ป่วยทรมานมากเกิน การผ่าตัดฉุกเฉินบางอย่างที่มีข้อบ่งชี้ว่า ถ้าไม่รีบทำ ผู้้ป่วยจะเป็นอันตรายถึงชีวิตหรืออวัยวะบางอย่างที่บาดเจ็บจะเสียหาย ถ้าไม่รีบผ่าตัด แผลที่เหมาะสมกับการเย็บ หรือวิธีการต่าง ๆ ที่สามารถช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินให้รอดชีวิตได้ เป็นต้น

ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้เขียนก็ยังมีความเห็นว่า การดูแลรักษาในระบบสุขภาพแผนปัจจุบัน ควรใช้ควบคู่กับการปรับสมดุลสุขภาพ
หรือ การแก้ไขที่ต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บป่วยนั้นร่วมด้วย ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันก็ยังมีหลายส่วนที่เป็นจุดอ่อนที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด เป็นความล้มเหลวที่ชัดที่สุดของการรักษาสุขภาพแผนปัจจุบันก็คือ การแก้ไขปัญหาโรคเรื้อรังต่าง ๆ เชน โรคมะเร็ง โรคหัวใจ หลอดเลือด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง ภูมิแพ้ เก๊าท์ รูมาตอยด์ ปวดกล้ามเนื้อเรื้องรัง โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบเรื้อรัง เป็นต้น ความเป็นจริงโรคเรื้อรังดังกล่าวเกิดจากพฤติกรรมก็ต้องแก้ไขที่พฤติกรรม ไม่ใช่แก้ไขด้วยการกินยา หรือใช้วิธีการต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้มุ่งตรงไปแก้ที่ต้นเหตุ เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด ไม่รู้จักจบสิ้น ประสบความสำเร็จน้อย สิ้นเปลืองทรัพยากรมาก เสียเวลา สิ้นเปลืองแรงงานและแก้ปัญหาได้ยากลำบากมากขึ้นทุกวัน ๆ เพราะต้นเหตุของปัญหาได้พอกทวีสะสมมากขึ้น จากพฤติกรรมก่อโรคที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนให้ลดลง ซ้ำร้ายกลับทวีมากยิ่งขึ้น ๆ

ปัจจุบันนับเป็นนิมิตหมายที่ดีอย่างยิ่งต่อสุขภาพของประชาชน ที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศนโยบายและรณรงค์ให้เน้นการสร้างสุขภาพ มากกว่าการซ่อมสุขภาพ (สร้างนำซ่อม)

ผู้ที่รู้สัจจะแล้วจะพบว่า ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แ่ต่ความทรมานอันไม่รู้จบ
อันเนื่องมาจากการไม่รู้ต้นเหตุแห่งความทรมานนั้น น่ากลัวยิ่งกว่า และน่ากลัวที่สุดในโลก

ระบบการดูแลสุขภาพที่ดี มีประสิทธิภาพสูงและสมบูรณ์แบบที่สุด ก็คือ ระบบที่สามารถผสมผสานการดูแลสุขภาพในทุก ๆ แผนเข้าด้วยกัน ด้วยการเอาจุดดี จุดเด่น จุดสำคัญของแต่ละแผนมารวมกัน โดยอาศัยคุณธรรมเป็นหลักนำ ซึ่งก็คือ ยึดความเต็มใจ ความสมัครใจ ความเป็นประโยชน์ ความประหยัด ความปลอดภัยสภาพร่างกายและจิตใจที่ดีขึ้น และการพึ่งตนเองได้ของผู้ป่วยเป็นหลัก

ถึงกระนั้นก็ตามระบบสุขภาพทุก ๆ แผน ก็ย่อมมีจุดด้อยของตัวเองเป็นธรรมดา ดังนัน การนำเอาจุดี จุดเด่นของระบบสุขภาพทุก ๆ แผนที่พิสูจน์ได้โดยหลักวิทยาศาสตร์มาผสมผสาน ประยุกต์บูรณาการเข้ากับวิถีชีวิต ให้เป็นประโยชน์ตอสุขภาพของตนเองและประชาชน โดยเน้นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังตัวชี้วัดตามพระไตรปิฏก เล่ม 12 ข้อ 265 "กกจูปมสูตร"
ซึ่งเป็นชี้วัดของการมีสุขภาพที่ดี 5 ข้อ ดังนี้

1. มีความเจ็บป่วยน้อย
2. มีความลำบากกายน้อย
3. มีความเบากาย
4. มีกำลัง
5. เป็นอยู่ผาสุก ( มีความสุขทั้งด้านร่างกายยและจิตใจ )

(วิธีการใดก็ตามที่ทำให้เกิดผล 5 ข้อนี้ ถือว่าใช้ได้) พร้อมทั้งประหยัดและพึ่งตนเองได้มากที่สุด นั้นคือ
สุดยอดของระบบสุขภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ผู้เขียนได้ทดลองพิสูจน์มาแล้ว พบว่า สามารถพึ่งตนเองได้จริง จึงใครขอเชิญชวนท่านลองพิสูจน์ดูบ้าง ไม่ว่าเราจะใช้วิธีการใดในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพ ก็ให้เราตรวจสอบประเมินผล ถ้าเป็นผลดีต่อสุขภาพของเรา 
จะเกิดผล 3 ข้อหลัก ๆ

1. ความไม่สบายที่มีอยู่ลดน้อยลงหรือไม่มากไปกว่าเดิม
2. เบากาย
3. มีกำลัง

ซึ่งตรงกับหลักสุขภาพทางเลือก คือ พลังชีวิต หรือถ้าจะให้จำง่ายก็คือเกิดสภาพ สดชื่น กำลังเต็ม เบากาย สบายตัว สบายใจ
หรือ
สบาย เบากาย มีกำลัง แล้วผลอีก 2 ข้อ ที่จะตามมาก็คือ ความเจ็บป่วยหรือโรคภัยไข้เจ็บจะลดน้อยลงและความเป็นอยู่จะผาสุกขึ้น

ผู้เขียนเห็นว่าเป็นหลักการที่ทำให้แต่ละคนเป็นหมอดูแลตัวเองได้ ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดแห่งการพึ่งตนเอง ผู้เขียนจึงใช้หลักการดังกล่าวในการประิิเมินผล การดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพของทุกระบบทุกแผน เพราะเป็นตัวชี้วัดที่เป็นสภาพของคุณภาพ สมรรถภาพ ความผาสุกของร่างกายและจิตใจ ซึ่งถ้าได้แล้วก็ไม่ก่อให้เิกิดผลเสียหายใด ๆ มีแต่ได้กำไรหรือ เป็นประโยชน์อย่างเดียว ที่สำคัญก็คือ ประเิมินผลง่าย มีประสิทธิภาพและำทำได้ด้วยตัวเราเอง

คราวนี้ มาลองศึกษาวิเคราะห์ กลไกการเกิดของโรค ตามหลักกาารสุขภาพทางเลือกหรือธรรมชาติบำบัดแนวบุญนิยมดูบ้างนะครับ ซึ่งท่านสามารถทีจะิพิสูจน์ความจริงได้ด้วยการเติมต้นเหตุที่ทำให้เกิดกลไกก่อโรค โรคก็จะมีอาการหนักยิ่งขึ้น แต่ถ้าลดต้นเหตุของกลไกการก่อโรคหรือทำตรงกันข้าม อาการของโรคก็จะทุเลาเบาบางลงหรือหายไป ตามความจริงที่เราทำความสมดุลได้

ตามหลักการสุขภาพทางเลือกหรือธรรมชาติบำบัด พบว่า ความไม่สมดุลทั้งภาวะร้อนเกินและเย็นเกิน ก่อให้เกิดความเสื่อม ความไม่สบายเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ทุกโรค ทุกอวัยวะ อวัยวะใดที่อ่อนแอ มีแผลหรือมีการบาดเจ็บอยู่เดิมก็จะถูกทำร้ายก่อน เพียงแต่ว่า ในยุดนี้ ความไม่สมดุล มักจะโต่งไปทางร้อนเกินเสียเป็นส่วนใหญ่

 

รคมะเร็งหรือเนื้องอก

มักมีต้นเหตุจากภาวะร้อนเกิน ซึ่งมีกลไกการเกิดโรคดังต่อไปนี้ เมื่อมีภาวะร้อนเกินมาก ๆ พลังงานความร้อนจะกระจายไปสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเหมือนไฟสุมขอน สุมถ่านหรือชาร์จไฟแบตเตอรี่ อวัยวะส่วนใดของร่างกายที่อ่อนแอที่สุด หรือมีไฟ มีพลังงานความร้อนไปสะสมมากที่สุด ก็จะถูกเผาจนน้ำแห้ง เนื้อเยื่อจะเริ่มร้อนแข็งเกรียมไหม้ เหมือนเนื้อที่ต้มหรือย่างไฟ น้ำจะเริ่มระเหยออกจากเนื้อ เนื้อจะเริ่มร้่อน แข็งตัว เนื้อเยื่อบริเวณนั้นก็จะเริ่มสูญเสียสภาพที่ปกติเริ่มเสียหน้าที่ เป็นอัมพาตหรือตายไป

 

โรคความดันโลหิตสูง

เกิดจากภาวะร้อนเกิน โดยมีกลไกดังต่อไปนี้ เมื่อร่างกายได้รับต้นเหตุที่ร้อนเกิน ร่างกายก็จะผลิตความร้อนขึ้น ดันเส้นเลือดให้ขยาย เช่นเดียวกับกาต้มน้ำหรือหม้อต้มน้ำ ที่ได้รับความร้อนจนเดือด ก็จะดันจนฝากระเพื่อมได้หรือดันไอน้ำออกมาตามช่องว่างได้ สภาพร่างกายก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีความร้่อนดันมาก ๆ ความดันโลหิตก็จะสูง ความดันก็ผลักดันความร้อนไปทำลายตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้ร่างกายเสื่อม ทรุดโทรม ถ้าดันแรงมาก ๆ ก็จะทำให้เลือดในสมองแตก เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต หรือเสียชีวิตได้

 

โรคเบาหวาน

มีสาเหตุและกลไกเช่นเดียวกับความดันโลหิตสูง จะแตกต่างกันบ้างก็ตรงที่ว่า โรคความดันโลหิตสูง ร่างกายผลิตพลังงานความร้อนเต็มที่ ส่วนเบาหวานนั้น ร่างกายเผาผลาญอาหารให้เป็นพลัังงานความร้อนได้ระดับหนึ่ง แล้วไม่ยอมเผาผลาญอาหาร (โดยเฉพาะน้ำตาล) เพื่อสร้างพลัีงงานต่อ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถทนต่อพลังงานความร้อนที่ผลิตจขึ้นมาเผาตัวเอง ทำให้น้ำตาลตกค้างตามเส้นเลือด ส่งผลให้เลือดหนืดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่สะดวก ทำให้อวัยวะในร่างกายเสื่อม

 

โรคไขมันเกิน

ก็เช่นเดียวกับน้ำตาลเกิน ถ้าเราเติมหม้อน้ำ (ความเย็น) และลดพลังงานความร้อนที่มากเกินไปให้ลงมาในปริมาณที่พอดี ร่างกายก็จะเผาผลาญไขมันได้โดยปลอดภัย เพราะมีหม้อน้ำคุ้มครอง (คอยซับความร้อนออก) ไขมันก็จะลดลงโดยที่ไม่มีผลเสียต่อร่างกาย ซึ่งแตกต่างจากการกินยาลดไขมัน ร่างกายจะถูกบังคับให้เผาผลาญไขมัน โดยไม่มีหม้อน้ำคอยซับความร้อนออก จึงมักจะมีอาการข้างเคียงที่เป็นผลเสียต่อร่างกายตามมาด้วยเสมอ

 

โรคตับอักเสบ ตับแข็ง ตับวาย ไตอักเสบ ไตวาย กระเพาะอาหารและลำไส้เป็นแผลอักเสบ 
หรือการอักเสบตามอวัยวะต่าง ๆ

เกิดจากพลังงานความร้อนที่มากเกินมากองรวมกันที่อวัยวะ ดังกล่าวและเผาทำร้ายอวัยวะนั้น ถ้าเราลดการเติมพลังงานความร้อนที่มากเกิน แล้วเติมความเย็นเข้าไปถอนพิษร้อน โรคดังกล่าวก็จะทุเลาเบาบางหรือหายไป

 

โรคปวด มึนชา ตามร่างกาย

ถ้าอาการดังกล่าวเกิดเมื่อประมาณ 30 - 50 ปีที่แล้ว ย้อนหลังไป ส่วนใหญ่มัีกเกิดจากภาวะเย็นเกิน ทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดลมไปเลี้ยงตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่สะดวก จึงเกิดภาวะปวด มึน ชาตามร่างกาย ซึ่งการแก้ที่ได้ผลก็คือ การให้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนเข้าไป เช่น อาหารฤทธิ์ร้อน สมุนไพรเผ็ดร้อน วิตามิน แร่ธาตุและเกลือแร่ต่าง ๆ เช่น วิตามินบีหนึ่ง บีรวม วิตามินซี ธาตุเหล็ก แคลเซียม เป็นต้น เส้นเลือดก็จะขยาย เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น ร่างกายอุ่นขึ้น อาการดังกล่าวก็จะทุเลาเบาบางหรือหายไป

แต่อาการที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเกิดจากภาวะร้อนเกิน อันเกิดจากกลไกพลังงานความร้อนที่มากเกินเผากล้ามเนื้อจนเกร็งแข็งค้าง เกิดอาการปวดทรมานแล้วกล้ามเนื้อที่เกร็งแข็งค้างก็หดรัดเส้นเลือด จนเลือดลมวิ่งผ่านส่วนนั้นไปไม่ได้ จึงเกิดอาการปวดมึนชา

 

แนวสุขภาพทางเลือกหรือธรรมชาติบำบัด ใช้วิธีแก้ไขด้วยการลดการเติมพลังงานความร้อนที่มากเกิน แล้วเติมความเย็น เข้่าไปถอนพิษร้อน เกิดกลไกการปรับสมดุลก็คือ ฤทธิ์เย็นที่ใส่เข้าไปจะทำให้กล้ามเนื้อที่ปวดร้อนแข็งเกร็งค้างนั้นเริ่มเย็นลง คลายปวด คลายตัวอ่อนนิ่มลง คลายการกดรัดเส้นเลือด เลือดก็จะวิ่งผ่านได้ โรดดังกล่าวก็จะทุเลาเบาบางหรือหายไป

 

โรคไข้ร้อน ๆ หนาว ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว

เกิดจากพลังงานความร้อนเผาเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อจนเกร็งแข็งค้างรัดเส้นเลือด ในส่วนที่ถูกเผาก็จะร้อน ในส่วนที่เลือดลมวิ่งผ่านไปไม่ได้ก็จะหนาวเย็น (เป็นลักษณะร้อนที่สุด แล้วตีกลับเป็นเย็นอีกแบบหนึ่ง) วิธีการแก้หลัก ๆ ก็คือ ถอนพิษร้อน แต่มีเทคนิคที่แตกต่างจากการแก้ร้อนแต่อย่างเดียว ก็คือ ในขณะที่ผู้ป่วยมีไข้ แล้วมีอาการเย็นเกินหรือหนาวเกินแทรก เราต้องแก้ทั้งร้อนทั้งหนาวไปพร้อมกัน เ่ช่น การเอาสมุนไพรฤทธ์เย็นมาต้มให้ดื่ม สมุนไพรฤทธฺ์เย็นก็จะช่วยถอนพิษร้อน ส่วนความร้อนที่ได้จากการต้มก็จะถอนพิษเย็น หรือถ้าจะเช็ดตัวลดไข้ ก็ต้องเอาสมุนไพรฤทธิ์เย็นต้มแล้วผสมน้ำธรรมดาให้อุ่น ใช้เช็คตัวลดไข้ ทั้งนี้ให้เอาความรู้สึกสบายตัวของผู้ป่วยเป็นหลัก

 

โรคฝี หนอง น้ำเหลืองเสีย สิวและการอักเสบติดเชื้อต่าง ๆ

เกิดจากพลังงานความร้อนที่มากเกินไป กองรวมอยู่บริเวณที่มีอาการดังกล่าว แล้วลวกเผาไหม้เซลล์เนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการปวด บวมแดง ร้อน ไหม้ พุพอง หรือมีตุ่มหนองขึ้น การอักเสบมี 2 ลักษณะ

1. มีอาการปวดแดงร้อนและมีอาการบวมหรือพุพองร่วมด้วย เนื่องจากร่างกายส่งน้ำและเม็ดเลือดขาวมาถอนพิษร้อน ถ้าเราถอนพิษร้อนได้ อาการบวมหรือพุพองก็จะหายไป เนื่องจากร่างกายไม่จำเป็นต้องส่งน้ำและเม็ดเลือดขาวมาดับไฟร้อน และภารกิจดับไปร้อนเสร็จสิ้น น้ำจึงกระจายออกจากบริเวณที่เคยอักเสบนั้น

2. ปวดแดงร้อน และมีอาการแห้งเกรียมไหม้่ร่วมด้วย เนื่องจากไฟร้อนเผาน้ำในร่างกายจนแห้ง แต่ร่างกายก็ำไม่สามารถส่งน้ำและเม็ดเลือดขาวมาดับไปร้อนได้ โดยมักติดขัดจากเซลล์เนื้อเยื่อที่เกร็งแข็งค้าง กดรัดเส้นทางของหลอดเลือดและท่อน้ำเหลืองไว้ ถ้าถอนพิษร้อนได้อาการดังกล่าวก็จะหายไป

 

โรคผื่นคัน

เกิดจากพลังงานความร้อนที่มากเกิน เคลื่อนเสียดสี ทำให้ระคายเคืองเซลล์เนื้อเยื่อ จึงเกิดผื่นหรือรู้สึกคัน วิธีการแก้ไขก็คือ ใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็นทีุ่ถูกกัน พอกทา กิน สิ่งที่มีฤทธิ์เย็น ลดสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อน และระบายความร้่อน ออกจากร่างกาย ตามวิธีการต่าง ๆ ที่เรารู้จัก อาการก็จะทุเลาลงหรือหายไป

 

โรคหอบหืด / นอนกรน

เกิดจากพลังงานความร้อนที่มากเกิน เผาเซลล์เนื้อเยื่อปอดและหลอดลม ทำให้เกร็งแข็งค้างหรือเสียหน้าที่ ทำใ้้ห้การไหลเวียนเลือดลมที่ปอดและหลอดลมไม่สะดวก จึงเกิดการหอบหืดและนอนกรนขึ้น เป็นกลไกของร่างกายเพื่อระบายอากาศทางปากช่วยอีกทางหนึ่ง เมื่อลดความร้อน เพิ่มความเย็นในปริมาณที่พอเหมาะ เช่น  ทำใจให้สบายไม่ตกใจ กินอาหารฤทธิ์เย็น กินสมุนไพรฤทธิ์เย็น ขูดซาที่หลังและแขน กดจุดลมปราณ ทำดีทอกซ์ (สวนล้างลำไส้ใหญ่) ด้วยสมุนไพรฤทธิ์เย็นที่ถูกัน เป็นต้น กล้ามเนื้อปอดและหลอดลมก็จะผ่อนคลายยืดหยุ่น ทำหน้าที่ได้ตามปกติ การแลกเปลี่ยนอากาศ และการไหลเวียนของเลือดลมก็เป็นไปตามปกติ อาการหอบหืดและนอนกรนก็จะทุเลาเบาบางหรือหายไป

 

โรคหวัด / ไซนัส

เกิดจากพลังงานความร้อนที่มากเกิน แล้วร่างกายระบายออกทางรูและโพรงจมูก เมื่อพลังงานความร้อนที่มากเกินเคลื่อนเสียดสีบริเวณดังกล่าวก็จะเกิดการะคายเคือง ร่างกายจึงส่งน้ำไปดับพิษร้อนและลดการระคายเคือง เกิดเป็นน้ำมูกขับออกทางจมูก กลไกเดียวกับการที่เราได้กลิ่นพริกคั่วหรือข้าวคั่ว ซึ่งมีฤทธิ์รอนระคายเคืองจมูก หรือเรากินอาหารที่มีรสเผ็ดร้อนมาก ๆ ร่างกาย จะระบายความร้อนออกทางจมูก เกิดการระคายเคือง ร่างกายจึงส่งน้ำมาดับพิษร้อนและความระคายเคือง ทำให้เราไอจามเป็นหวัด น้ำมูกใสไหลขัีบออกทางจมูก จะเห็นได้ว่าคนโบราณให้ดื่มน้ำแก้ พอเราดื่มน้ำ อาการก็จะทุเลาลง เพราะน้ำมีฤทธิ์เย็น ถอนพิษร้อน ลดการระคายเคือง

 

ผู้เขียนเองได้เก็บข้อมูลกับตัวเองและผู้ป่วยหลายคนพบว่า ถ้ากินสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนมากเกิน เช่น กินอาหารหรือเมล็ดธัญพืชที่มีน้ำมันในปริมาณที่มากเกินไป ตื่นเช้ามาก็จะเป็นหวัด ไอจาม น้ำมูกใส ซึ่งเกิดจากพลังงานความร้อนที่มีมากเกินในร่างกาย เคลื่อนสวนทางกับความเย็นของอากาศภายนอกที่อุณหภูมิแตกต่างกันมาก จึงเกิดการระคายเคืองมาก ร่างกายจึงต้องส่งน้ำมาลดการระคายเคืองและขับพิษร้อนนั้นออก กลไกดังกล่าวทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า เกิดจากภาวะร่างกายเย็นเกิน เพราะเกิดตอนเช้าที่มีอากาศเย็น แล้วแก้ไขผิดด้วยการกินสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อน อาการดังกล่าวจึงไม่หายขาดสักที พอหยุดกินอาการฤทธิ์ร้อนดังกล่าวและกินอาหารฤทธิ์เย็น อาการก็จะทุเลาเบาบางหรือหายไป ถ้ากินอาหารฤทธิ์ร้อนใหม่ มันก็จะเป็นใหม่อีก พอเราหยุดกินฤทธิ์ร้อน หันมากินอาหารฤทธิ์เย็น มัีนก็จะหายไป

 

โรคนิ่วในไต / นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ / นิ่วในถุงน้ำดี

ไม่ว่านิ่วจะเกิดที่ใดในร่างกาย ก็มีกลไกเดียวกันคือ เมื่อมีภาวะร้อนเกินมาก ๆ ก็จะเผาน้ำในไต กระเพาะปัสสาวะหรือถุงน้ำดีให้แห้ง ตะกอนสสารจึงเกาะกลุ่มรวมกันเป็นก้อน เรียกว่า "นิ่ว" ถ้าเราถอนพิษร้อน น้ำก็จะไม่ถูกเผาให้แห้ง และเคลื่อนออกจากอวัยวะดังกล่าวกระทบเสียดสีกับก้อนนิ่ว ก้อนนิ่วก็จะค่อย ๆ สึกกร่อนเล็กลงเรื่อย ๆ และหลุดออกในที่สุด นิ่วก็จะหายไป เพราะเราไม่ได้ทำต้นเหตุของนิ่วเพิ่ม แต่ถ้าเราไปผ่าตัดหรือใช้เครื่องมือสลายนิ่ว โดยที่ไม่แก้พฤติกรรมที่เป็นต้นเหตุ นิ่วก็จะกลับมาเป็นใหม่อีก

ผู้เขียนเห็นว่าควรใช้วิธีผ่าตัดหรือใช้เครื่องมือสลายนิ่ว ก็ต่อเมื่อเกิดกรณีนิ่วอุดตันท่อทางเดินของอวัยวะนั้น ๆ จนเกิดอาการที่ไม่สบายรุนแรง โดยที่ไม่สามารถแก้ไขอาการดังกล่าวด้วยวิธีอื่นได้ แต่หลังจากที่ผ่าตัดหรือใช้เครื่องมือสลายนิ่วแล้ว ก็ควรแก้ไขพฤติกรรมที่เป็นต้นเหตุด้วย จะได้ไม่ต้องกลับมาเป็นนิ่วอีก

 

โรคหัวใจ

เมื่อมีภาวะร้่อนเกิน พลังงานความร้อนที่มากเกินจะเผาหลอดเลือดให้แข็ง เสียความยืดหยุ่น เผาน้ำในหัวใจให้แห้ง ทำให้เลือดข้นขึ้น ไหลเวียนไม่สะดวก เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด เจ็บแปล๊บที่หน้าอกซ้าย ถ้าเป็นหนักมากขึนก็ปวดจะร้าวมาแขนซ้าย ถ้าพลังงานความร้อนมีมากจนดันเผาทำลายลิ้นหัวใจ จนเกิดภาวะลิ้นหัวใจรั่ว ถ้ามีแรงดันที่มากเกิน ก็จะดันเซลล์เนื้อเยื่อหัวใจให้ขยายใหญ่ เกิดภาวะหัวใจโตผิดปกติ

ถ้าเราไม่ปล่อยให้เป็นหนักเกิน คือเซลล์เนื้่อเยื่อหัวใจยังมีพลังชีวิตที่จะฟื้นสภาพได้อยู่ การปรับสมดุลด้วยการถอนพิษร้อน ก็จะทำให้น้ำในหัวใจไม่ถูกเผา เส้นเลือดจะกลับมามีสภาพยืดหยุ่นดี เลือดก็จะไหลเวียนสะดวก อาการหัวใจขาดเลือดก็จะทุเลาเบาบางหรือหายไป ความร้อนและความดันที่หัวใจลดน้อยลง ทำให้ลิ้นหัวใจกลับมาทำงานเป็นปกติ หัวใจหดตัวมาอยู่ในขนาดที่ปกติ

 

โรคริดสีดวงทวาร

เกิดจากพลังงานความร้อนที่มากเกิน ดันเส้นเลือดที่ลำไส้ใหญ่ให้ปูดออกมาแล้วเผาให้แข็ง เกิดเป็นริดสีดวงทวาร ถ้าเราปรับสมดุลด้วยการถอนพิษร้อน เส้นเลือดดังกล่าวก็จะอ่อนและหดตัวกลับสู่สภาพปกติ แต่ถ้าแ้ก้ไขด้วยการผ่าัตัด ก็จะเสี่ยงต่อการที่หัวริดสีดวงจะขยายใหญ่มากยิ่งขึ้นเพราะมีบาดแผล ที่ใดที่มีบาดแผลเลือดก็จะเคลื่อนไปรวมที่ตรงนั้นมาก ซึ่งเป็นเลือดที่ยังไม่ได้ปรับสมดุล เป็นเลือดที่มีพิษร้อนอยู่แล้ว พิษร้อนจำนวนมากจึงเคลื่อนไปรวมที่บาดแผลดังกล่าว ดันให้เกิดริดสีดวงมากกว่าเดิมอีก หรือแม้ไม่เกิดริดสีดวงตอนนี้ อีกสักพักหนึ่งก็มักจะเกิดสีดวงกลับมาอีก เพราะพฤติกรรมที่เป็นต้นเหตุไม่ถูกแก้ไขปรับเปลี่ยน

 

โรคกระเพาะอาหารลำไส้อักเสบ

ถ้าเป็นสมัยก่อน ประมาณ 30 -50 ปี ย้อนหลังไปมักเกิดจากภาวะเย็นเกิน จนทำให้เ้ส้นเลือดหดตัว หลั่งน้ำย่อยออกมาไม่ดี เกิดสภาพอาหารไม่ย่อยไม่ดูดซึม แบคทีเรียจะกินอาหารที่คั่งค้าง เกิดแก๊ส เกิดการบูดเน่าในกระเพาะอาหารลำไส้ เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุดเสียดแน่นขึ้น การกินสมุนไพรฤทธิ์ร้อน เช่น ขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ หรือยาขับลม พลังงานความร้อนจากสมุนไพรดังกล่าวก็จะขับลมออก และทำให้เลือดลมไหลเวียนสะดวกขึ้น ระบบย่อยก็จะทำงานเป็นปกติ ปัญหาดังกล่าวก็จะทุเลาเบาบางหรือหายไป

 

แต่ยุคปัจจุบัน สภาพดังกล่าวมักจะเกิดจากภาวะร้อนเกิน จนเผาไหม้ทำลายกระเพาะอาหารและลำไส้ให้บาดเจ็บอักเสบ ประสิทธิภาพในการย่อยและดูดซึมไม่ดี อาหารไม่ย่อยไม่ดูดซึม แบ็คทีเรียก็จะกินอาหารที่คั่งค้างดังกล่าว เกิดแก๊ส เกิดการบูดเน่าในกระเพาะอาหารลำไส้ หรือ ยาขับลม พลังงานความร้อนจากสมุนไพรดังกล่าว ก็จะยิ่งทำลายกระเพาะอาหารและลำไส้มากยิ่งขึ้น ทำให้อาการกำเริบหนักยิ่งขึ้น

 

วิธีแก้ที่ถูกต้องก็คือ กินผักผลไม้สมุนไพรฤทธิ์เย็น เ่ช่น น้ำต้นกล้วย กล้่วยดิบ น้ำย่านาง เป็นต้น ก็จะช่วยสมานแผล แก้อักเสบ ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้กลับมามีสภาพทำงานได้ตามปกติ

 

โรคแผลในช่องปาก ปวดฟัน ฟันผุและเหงือกอักเสบ

เกิดจากร่างกายระบายความร้อนที่มากเกินออกทางช่องปาก แล้วเผาไหม้อวัยวะในช่องปาก ผู้เขียนเก็บข้อมูลทั้งจากตัวเองและผู้ป่วยหลายคน พบว่า เวลาที่กินอาหารฤทธิ์ร้อนต่อเนื่องกัีนมากเกินไป ก็จะเกิดอาการดังกล่าวขึ้น พอหยุดหรือลดอาหารฤทธิ์ร้อน แล้วกินอาหารฤทธิ์เย็น อาการดังกล่าวก็จะทุเลาเบาบางหรือหายไป สังเกตและทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ปรากฏผลออกมาเช่นเดิมตลอด จึงเขัาใจต้นเหตุของอาการดังกล่าว

 

ที่มา : บทความหมอเขียว